
ขี้ ยังหมายถึงเศษหรือกากที่ออกมาจากสิ่งนั้นๆ เมื่อใช้ร่วมกับสิ่งของ เช่น ขี้เลื่อย ขี้กบ

ขี้ สามารถใช้ประกอบหน้าคำ เพื่อแสดงความหมายที่ไม่ดี หรือมักเป็นเช่นนั้น เช่น ขี้เกียจ ขี้โมโห


..Just some stories of mine that I'd like to share with you..
หลังจากที่ฝ่าฟันกับอากาศที่หนาวเข้ากระดูกแสนทรมาน ผมไปเดินเล่นที่ตลาดใต้ดินชื่อว่าเสี้ยนหยาง ซึ่งโดยปกติแล้วผมเป็นคนไม่ค่อยช้อปปิ้ง เพราะฉะนั้นการต่อรองราคาก็อาจจะไม่ชำนาญเท่าไหร่นัก แต่ไปเซี่ยงไฮ้ครั้งนี้ผมตั้งใจจะไปซื้อผ้าพันคอฝากสักสี่ห้าผืนกลับมาฝากแม่และเพื่อนผู้หญิงซึ่งหาได้ไม่ยากเลยครับ
ถ้าใครมีประสบการณ์ไปเที่ยวเมืองจีนคงจะทราบกันดีนะครับว่าพ่อค้าแม่ขายของชาตินี้นั้นเขาเกิดมาเพื่อตื้อและบอกผ่านจริงๆ ผมไปซื้อผ้าพันคอมาห้าผืน ผืนละ 50 หยวน หรือประมาณ 200 บาท ซึ่งราคาขายตามป้ายที่เขาติดไว้คือ 280 หยวน ดูเขาสิครับ ช่างเอาเปรียบผู้บริโภคเสียนี่กระไร แต่ 50 หยวนก็ใช่ว่าจะถูก เพราะว่าคนอื่นๆ เขาซื้อได้ในราคาผืนละ 10 หยวนน่ะสิครับ แต่ก็เอาเถอะครับ คราวนี้ผมไปคนเดียว ไม่กล้าจะต่อกรกับแม่ค้า ถ้าไปกับเพื่อนอีกคน ผมต่อเหลือแค่ 10 หยวนแน่นอน
หลังจากเดินให้เมื่อยขาเล่นที่ตลาดเสี้ยนหยาง ผมก็เดินทางกลับโรงแรม แต่รถบัสมาถึงช้าไปประมาณห้านาทีเท่านั้น ผมกับเพื่อนอีกสองคนนี้เลยคลาดกับเพื่อนร่วมงานอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งกำลังเดินไปหาข้าวเย็นกินกัน พยายามเดินหาตามร้านอาหารแถวๆ โรงแรม แต่ก็หาตัวกันไม่เจอครับ ทำให้ผมและเพื่อนอีกสองคนไปลงเอยที่ร้านอาหารญี่ปุ่นตรงข้ามโรงแรม ซึ่งเขาว่ากันว่าอร่อย
ผมไม่ทราบเหมือนกันครับ “เขา” ที่ว่ากันว่าอร่อยนี้คือใคร เพราะผมและเพื่อนๆ รู้สึกผิดหวังอย่างสาหัส เพราะนอกจากจะไม่อร่อยมาเป็นทุนเดิมแล้ว จะให้ปรุงเท่าไหร่ก็ไม่อร่อยเช่นกัน แต่ไม่เป็นไรครับ ถือว่ามาลองกันให้ทราบ
หลังจากนั้นผมและเพื่อนอีกสองคนนี้ก็ไปเดินเล่นที่ซูเปอร์มาร์เก็ตข้างๆ โรงแรมซึ่งมีชื่อว่า Century Mart ผมว่าหน้าตาก็คล้ายๆ กับ Tesco Lotus บ้านเรา เพียงแต่ว่าอาจจะเล็กกว่าสักหน่อย ซึ่งแน่นอนครับ สินค้าที่นั่นล้วนแต่ Made in China ทั้งสิ้น ผมเดินมองผ่านๆ แล้วในใจก็คิดว่ามันก็น่าสนใจนะ แต่ว่าถ้าหากอ่านฉลากสินค้าไม่ออกก็ไม่ขอลองดีกว่า เลยซื้อแต่ขนมครับ เผอิญว่ามันเป็นสินค้าของบริษัทกูลิโกะ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในบ้านเรา ผมเลยซื้อขนมที่แปลกกว่าที่บ้านเราเป็นของติดไม้ติดมือ
ห้านาทีให้หลัง หลังจากซื้อเสร็จและกำลังเดินออกจากห้าง ปรากฏว่าผมหากระเป๋าสตางค์ตัวเองไม่เจอครับ เทถุงซื้อของออกมาก็หาไม่เจอ เลยต้องวิ่งแจ้นกลับไปที่แคชเชียร์ ผมมองๆ หาดูก็ไม่มี และกว่าจะสื่อสารกันได้ก็หืดแทบขึ้นคอ แต่โชคดีที่มีพนักงานห้างคนหนึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ เขาช่วยไปตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดมาให้ครับ และผลปรากฏว่า ผมเองประมาทที่ลืมกระเป๋าสตางค์ไว้บนโต๊ะแคชเชียร์ เหตุที่ผมลืมนั้นก็เพราะว่าตอนเขาทอนเศษเงินมา ผมจะขอเขาแลกเป็นธนบัตรใบใหญ่แต่สื่อสารกันยากเลยชี้โบ๊ชี้เบ๊อยู่สักพักนึง จนลืมไปเลยว่าตั้งกระเป๋าสตางค์ไว้
ที่น่าเจ็บใจคือสำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คือ คนซื้อของคนถัดจากผมเป็นคนสอยกระเป๋าสตางค์ของผมไปเองครับ แถมยังเดินตามหลังแบบหายใจรดคอผมเลยก็ว่าได้ ในตอนที่ผมเดินออกมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต แทนที่เขาจะทักว่าผมลืมของ เขากลับหยิบมันเข้ากระเป๋ากางเกงเขาไปเอง ซึ้งครับซึ้ง แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ประชาชนบ้านเขาปากกัดตีนถีบ และเงินทองก็ไม่เข้าใครออกใคร
พอทราบว่ากระเป๋าสตางค์หาย เพื่อนร่วมงานคนไต้หวันของผมไม่รอช้าครับ รีบพาผมไปแจ้งความที่สถานีตำรวจทันที ไม่ใช่เพราะว่าอยากได้ของคืน แต่เพื่อเป็นการป้องกันเผื่อว่าคนที่หยิบกระเป๋าสตางค์ผมไปจะนำบัตรประชาชนของผมไปปลอมแปลง แล้วทำให้ผมเดือดร้อนในภายหลัง เป็นสิ่งที่น่าประทับใจมากครับ และอีกอย่างหนึ่ง คือ พนักงานโรงแรมที่เป็นผู้จัดการประจำกะกลางคืน ก็ช่วยประสานงานและเป็นกำลังใจให้ตลอด ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่งานของเขาก็ตาม แต่ติดอยู่ตรงที่นายตำรวจเซี่ยงไฮ้คนนึงที่เหมือนจะไม่ช่วยเหลือแล้วยังจะโวยวายต่างๆ นานาลั่นโรงพัก แต่ผมคิดเสียว่าฟังไม่เข้าใจเลยไม่ใส่ใจดีกว่าครับ
เคราะห์ที่ผมฟาดไปคราวนี้หนักพอควรครับ เพราะเงินในกระเป๋าสตางค์นั้น รวมๆ กันแล้วก็ประมาณแปดพันกว่าบาทครับ รวมถึงบัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม บัตรประชาชนและใบขับขี่ เงินน่ะผมไม่ค่อยเสียใจมากครับ เพราะว่าคิดเสียว่าไปทำงานการกุศล แต่ที่เสียอารมณ์คือต้องตามอายัติบัตรเครดิต และบัตรเอทีเอ็ม แล้วต้องตามทำบัตรสำคัญต่างๆ ครับ
ขณะที่ผมเขียนเรื่องนี้ไป ผมก็มานับๆ ดูแล้ว ผมว่าคราวนี้ผมฟาดเคราะห์ไปหลายงวดทีเดียวเชียว ตั้งแต่ซื้อของแพง ทานอาหารไม่อร่อย แถมยังทำเงินหายอีก เป็นเพราะความสะเพร่าของผมเองแท้ๆ
แต่อย่างไรก็ดี มีชั่วเจ็ดที ก็ย่อมมีดีเจ็ดหนครับ เพราะวันที่ผมเดินทางกลับหัวหน้างานของผมทนสงสารผมไม่ได้ เขาไปรวบรวมเงินจากเพื่อนๆ ร่วมงานสิบกว่าคน มาเป็นเงินปลอบใจผม ซึ่งก็นับว่าเป็นมูลค่าหลายบาทอยู่ ซึ่งเมื่อมาหักลบกลบหนี้กับเงินที่ซื้อของและหายไปด้วย ก็เท่ากับว่าเงินผมหายไปราวๆ สามพันบาทเศษ ก็นับว่ายังไม่แย่เสียทีเดียว
การฟาดเคราะห์ครั้งนี้เป็นบทเรียนแสนแพง...แพงที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ครับ แต่ถึงอย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมได้รับกลับมาคือความประทับใจของคนไทยที่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อคนไทยด้วยกันประหนึ่งพี่น้องร่วมสายเลือด (รวมถึงพี่คนไต้หวันที่ช่วยเหลือผมทุกอย่าง จนผมตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก) เพราะฉะนั้นเกิดเป็นคนไทยด้วยกันก็รักกันไว้เถิดครับ ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุการณ์คับขันก่อนแล้วค่อยมาแสดงความรักต่อกันและกัน อย่างนี้บ้านเมืองเราคงน่าอยู่ขึ้นเยอะครับ
อัลบั้ม Loose ของ Nelly Furtado ที่ผมตั้งใจจะซื้อ
เวลาผ่านพ้นไป ผมเพลิดเพลินกับละครเวที (และยังจะซื้อซีดีเพลงประกอบละครเวทีเรื่อง Cats เพิ่มอีก) และเมื่อละครเวทีจบ ผมก็กลับบ้าน...
ปรากฏว่าผมพลาดครับ ด้วยเวลาที่มีน้อยใน B2S ทำให้ผมพลาด แทนที่ผมจะซื้อซีดีของ Nelly Furtado อัลบั้ม Loose ที่ผมตั้งใจไว้ ผมกลับไปหยิบซีดีอีกแผ่นหนึ่ง ซึ่งเป็นซีดีเพลงบันทึกคอนเสิร์ตของ Nelly Furtado แทน...เศร้าครับเศร้า ในใจก็คิดว่าไม่เป็นไรหรอก พรุ่งนี้หรือไม่ก็มะรืนนี้ค่อยไปเปลี่ยน แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้นน่ะสิครับ เพราะนึกได้ว่าทาง B2S เขาไม่ได้ให้ใบเสร็จผมมาด้วย
อัลบั้ม Loose in Concert ที่ผม"พลาด"ซื้อมา
แต่ทำไงได้ครับ เสียเงินซื้อทรัพย์สินทางปัญญามาแล้ว ลองฟังเพลงของเขาดูสักหน่อยจะเป็นไร (แต่ในใจตอนนั้นคิดว่าสมน้ำหน้าตัวเองว่า "เป็นไงล่ะ อยากซื้อทรัพย์สินทางปัญญานักใช่มั้ย") เมื่อฟังแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรไปจากอัลบั้ม Loose ของเขาหรอกครับ เพียงแต่จะบรรยากาศในคอนเสิร์ตแทนที่จะเป็นในห้องบันทึกเสียง ฟังๆ ไปแล้วผมว่ามันก็เข้าท่าดีเหมือนกันนะ ได้ความรู้สึกไปอีกแบบเหมือนกับว่าอยู่ในคอนเสิร์ตเลยครับ
เมื่อไม่กี่วันนี้ผมเพิ่งจะเล่าเรื่อง “เขตหวงห้าม” ไปหยกๆ มาคราวนี้ผมก็ดันทำพลาดในเรื่องเล็กๆ อีกจนได้ ยังดีนะครับ ที่ความผิดพลาดครั้งนี้ทำให้ผมได้รับอรรถรสดนตรีในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ก็อย่างว่าแหละครับผมจะจำเรื่องนี้เอาไว้เป็นบทเรียน จะได้ไม่ประมาทในการซื้อของครั้งต่อๆ ไปครับ
ผมลงทุนซื้อบัตรแพง นั่งอยู่แถวที่เก้าจากข้างหน้า และขอสารภาพว่าผมพกพล้องส่องทางไกลอันเล็กๆ ไปด้วยครับ เอาไว้กันเหนียว เผื่อว่าโรงมันใหญ่จนมองเห็นอะไรไม่ค่อยชัด (จากประสบการณ์การซื้อบัตรราคาประหยัดในหลายๆ การแสดงที่ผ่านมาแล้วเห็นนักแสดงตัวเท่าหัวไม้ขีด) แต่ผิดคาดครับ แถวที่ผมนั่งนั้นเป็นชัยภูมิที่ดีทีเดียวเชียว ไม่ไกลแต่ก็ไม่ได้ใกล้มากจนมองไม่เห็นภาพรวม ผมสามารถเห็นหน้าตาของนักแสดงบนเวทีได้อย่างชัดเจนจนแทบจะนับสิวเขาได้เชียวล่ะ
บรรดาเหล่าแมวเมียวผู้มาชุมนุมในงาน Jellicle Ball
ละครเวทีเรื่อง Cats นี้ได้ใจผมมากเลยครับ ไม่ใช่เป็นเพราะผมเป็นคนรักแมว แต่เป็นเพราะเสน่ห์แห่งความเป็นบรอดเวย์บวกกับองค์ประกอบของเวทีที่มีซอกหลืบอยู่เต็มไปหมด นักแสดงสามารถปีนขึ้น ปีนลง มุดช่องนู้น ออกช่องนี้ กระโจนเข้าช่องนั้น ได้ทั้งเวที และการแต่งกายของนักแสดงไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ก็ให้ความรู้สึกว่าพวกเขาคือ”แมว”ครับ แต่สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือการที่นักแสดงเดินออกมาตามทางเดินจากด้านหลังโรงละครในช่วงเปิดการแสดง และมีการเดินผ่านและเล่นกับคนดูเป็นระยะๆ ระหว่างดำเนินเรื่อง ซึ่งให้ความรู้สึก”เข้าถึงคนดู”เป็นอย่างมากครับ นอกจากนี้นักแสดงยังร้องเพลง Memory อันโด่งดัง เป็นภาษาไทยให้คนไทยประทับใจเล่นอีกหนึ่งช่วงด้วยครับ
Gizabell อดีตแมวผู้เลอโฉม ผู้ขับขานเพลง Memory
ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้แหละครับ ที่ทำให้ละครเวทีเรื่องนี้อยู่คู่บรอดเวย์มากว่ายี่สิบปี แล้วผมยังคิดต่ออีกครับว่าที่จริงแล้วคนไทยก็มีศักยภาพที่จะจัดการแสดงเช่นนี้ครับ เพียงแต่ต้องเปิดใจกว้าง กล้าลองสิ่งใหม่ๆ ไม่ต้องห่วงภาพพจน์และเลิกยึดติดกับความคิดเดิมๆ อาจจะมีบ้างที่จะต้องลงทุนมากขึ้นอีกสักหน่อย แต่ถ้าหากทำได้ ไม่ว่าจะเป็นละครเวที คอนเสิร์ต หรือการแสดงไหนๆ พี่ไทยเราสู้ต่างชาติได้แน่นอน
สิ่งเดียวที่ผมรู้ก็คือร่างกายคนเรามักจะเล่นกลกับเราเสมอครับ ผมกำลังรออยู่ว่ากลต่อไปที่ร่างกายและสมองของผมจะเล่นคืออะไร เผื่อว่าคราวหน้าผมจะได้มีเรื่องแปลกๆ มาเล่าสู่กันฟังครับ
ความรู้สึกของการเดินในโรงพยาบาลจุฬาฯของผมครั้งนี้ บอกตรงๆ ครับ ว่าเหมือนเดินในโบราณสถานที่หนึ่ง เพราะตึกแต่ละตึกนั้นเก่าเหลือเกิน ลำพังตึกเก่านี่ยังพอมองผ่านได้บ้างครับ แต่ป้ายของแต่ละตึกนี่สิครับ มันเก่าจริงๆ
ระหว่างที่เดินไปพลาง มองหาร้านค้าไปพลาง ผมก็คุยโทรศัพท์ไปด้วยเพื่อเป็นการแก้เขินในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย และทันใดนั้น ผมก็เห็นทางเข้าไปในร้านค้าเล็กๆ ผมเลยมีความหวังว่าต้องมีกระเช้าขายเป็นแน่ แต่เขาทำให้ผมผิดหวังครับ เพราะมีแต่ขนม เครื่องดื่มและผลไม้ ผิดจากสเปคที่คุณแม่ผมสั่งไว้ และผมก็รู้สึกว่าในขณะที่ผมก้าวเข้าไปในนั้น คนแถวนั้นต่างจับตามองมาที่ผม แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรครับ ยังสนทนากับเพื่อนทางโทรศัพท์ต่อไป
เหตุการณ์ครั้งนี้สอนผมว่าอย่ามองข้ามสิ่งเล็กๆ แม้ว่ามันจะเก่าสักแค่ไหน ซึ่งในที่นี้ก็คือป้ายห้ามเข้าอันเก่าแก่ที่เขาแขวนไว้หน้าประตูนั่นเอง และนอกจากนี้ยังสอนให้ผมเป็นคนช่างสังเกตในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยมากขึ้นครับ
คำแนะนำของคุณหมอทำให้ความฝันของผมสลายไปเสียอย่างนั้น และในเมื่อมันต้องจำใจรับสภาพ ผมก็เลยหาวิธีแก้อาการเมาด้วยตัวเองเสียเลย ซึ่งมันไม่ต้องพึ่งยา ไม่ต้องมีความสามารถพิเศษใดๆ และไม่ต้องใช้ไสยศาสตร์มนต์ดำ มันคือการ“สะกดจิต”ตัวผมเองครับ มันสะดวกกว่าวิธีใดๆ เพียงแต่ว่ามันยากแค่นั้นเองครับ ยากพอๆ กับการฝึกนั่งสมาธิใหม่ๆ เลยล่ะ ผมลองแล้วปรากฏว่าได้ผลดีครับ พออาการมันเริ่มวูบมา ผมก็เริ่มบอกกับตัวเองว่า “ไม่เมา ไม่เมา ไม่เมา...” เชื่อมั้ยครับว่ามันหายเมาจริงๆ มันอาจจะไม่ได้ผลทุกครั้ง แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังเชื่อมั่นในการสะกดจิตตัวเองครับ
การสะกดจิตนี้ยังสามารถประยุกต์ใช้ได้กับหลายกิจกรรมในชีวิตประจำวันครับ เพราะการทำอะไรทุกๆ อย่างมันมีส่วนประกอบหลักอยู่สองสิ่ง คือ กายกับใจ ซึ่งถ้ากายมันไหวแต่ใจมันสั่งว่าไม่ไหว มันก็จะไม่ไหวจริงๆ แต่ถ้าหากว่าเราลองเปลี่ยนให้ใจคิดว่าเรายังทำได้ เชื่อหรือไม่ครับว่าเราจะทำได้อย่างที่ใจสั่งจริงๆ ดีไม่ดีอาจจะทำได้เกินคาดด้วยซ้ำไป
ผมมองว่าการสะกดจิตตัวเองนี้ไม่ต่างอะไรไปจากพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “อตฺตาหิ อตฺตโนนาโถ...ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”ครับ พูดแบบง่ายๆ ก็คือไม่มีใครจะสามารถทำอะไรให้เราได้ดีและถูกใจเท่าตัวเราเอง ลองนำวิธีการที่ไม่ต้องไปรบกวนใครวิธีนี้มาลองใช้กับชีวิตประจำวันของคุณดูสิครับ แล้วคุณจะทราบถึงความสามารถของจิตเราที่โดนสะกดด้วยตัวเราเอง
ดูเหมือนว่าปัญหาได้รับการแก้ไข แต่เรื่องมันไม่ได้จบเท่านั้นครับ เพราะยังไงซะ ผมก็ยังเมาเครื่องบินอยู่ดี จนในที่สุดผมต้องหันมาหาทางแก้ไขที่ผมไม่อยากทำ นั่งคือพึ่งยาแก้เมาเครื่องบินนามว่า Dramamine ครับ หนทางนี้ผมจะเลือกใช้ก็ต่อเมื่อเริ่มรู้สึกว่าถ้าผมอดทนต่อไปแล้วอาจจะไม่รอด มันได้ผลมากครับ แต่ผลข้างเคียงของยาตัวนี้คืออาการง่วงซึม ซึ่งถือเป็นความทรมานขั้นอ่อนๆ โดยเฉพาะเวลานั่งประจำที่แล้วหันหน้าเข้าหาผู้โดยสาร มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมแทบจะหลับโชว์ผู้โดยสารเพราะผลข้างเคียงของเจ้ายาตัวนี้
เห็นทีว่าการรับประทานยาที่มีผลข้างเคียงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ผมก็เลยไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตถึงวิธีการแก้และป้องกันการเมาเครื่องบินโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี ซึ่งโลกแห่งข้อมูลก็เป็นใจให้คำแนะนำกับผมว่าการรับประทานขิงจะช่วยได้ ซึ่งเป็นสูตรที่ใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณ เมื่อทราบถึงทางเลือกใหม่ ผมรู้สึกตื่นเต้นดีใจและเครียดเล็กน้อยครับ เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่มีครั้งไหนในชีวิตที่ผมคิดจะรับประทานขิงเว้นแต่จะโดนบังคับ แต่เพื่อชีวิตที่ดีกว่าผมจำเป็นต้องยอมครับ ผมไปหาซื้อขิงสกัดอัดเม็ดตามร้านขายยาแต่ปรากฏว่ามันไม่ได้หากันได้ง่ายๆ ผมจึงซื้อเครื่องดื่มขิงผงสำเร็จรูปมาแทน เวลาดื่มก็เติมน้ำตาลและกลั้นใจนิดหน่อย คิดเสียว่าเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น แต่ความหวังของผมก็พังทลายครับ เพราะว่าน้ำขิงแก่ของผมไม่ได้ช่วยให้ผมหายเมาเครื่องเลยแม้แต่น้อย แถมวันที่ผมดื่มน้ำขิงก็เป็นวันที่ผมเมาเครื่องหนักที่สุดด้วย จะโทษน้ำขิงก็ไม่ได้ เพราะผมไม่เชื่อว่าน้ำขิงเป็นต้นเหตุ ในเมื่อวิธีการป้องกันแบบธรรมชาติไม่ช่วย ผมจึงต้องกลับไปพึ่งยาเหมือนเดิมครับ แต่ลดปริมาณลงครึ่งหนึ่ง เพื่อกันการง่วงนอน
มีอีกหนึ่งทางแก้ไขซึ่งผมยังไม่เคยได้ลองนั่นก็คือการใช้ยาหม่องทาบริเวณท้อง และปิดพลาสเตอร์ทับลงไป เพื่อนของผมบอกว่าได้ผล เพราะเขาลองมาแล้ว แต่ผมก็ไม่เคยคิดจะลองด้วยเหตุผลสองประการครับ คือ หนึ่ง...ผมคิดว่ามันมีผลแค่ทางใจ และ สอง...ผมขี้เกียจปลดกระดุมแล้วทายาหม่อง เพราะลำพังเมาเครื่องบินก็แย่พออยู่แล้ว อย่าให้ลำบากไปกว่านี้เลย
ไม่ว่าผมจะเมาเครื่องบินมาก หรือน้อย หรือไม่เมาเลย ผมก็ยังใช้ความอดทนเพื่อต่อสู้กับมันครับ เพราะผมเชื่อว่าความอดทนนี่แหละ ที่จะทำให้ผมเอาชนะอาการเมาเครื่องบินได้ เพียงแต่รอเวลาให้มันเป็นผลเท่านั้นเอง แต่ถ้าใครมีวิธีที่ดีจะแนะนำผมก็ไม่ว่ากันนะครับ..ขอขอบคุณล่วงหน้าครับ