Tuesday, October 16, 2007

Intruder Alert

สุดสัปดาห์หนึ่งผมไม่อยู่บ้านและกลับมาอีกทีในวันจันทร์ เชื่อมั้ยครับว่าเพียงวันหรือสองวันที่ผมไม่อยู่มันมีผู้บุกรุกครับ ในวันนั้น หลังจากเดินเข้าบ้านและกำลังก้าวเท้าข้ามธรณีประตูห้องน้ำเพื่อไปทำธุระส่วนตัว ผมต้องผงะอยู่หน้าประตูห้องน้ำครับ ทำไมน่ะเหรอครับ เพราะว่ามีแขกไม่พึงประสงค์และไม่ได้รับเชิญ 1 ตัว ซึ่งมันก็คือ...แมลงสาบครับ... จริงๆ แล้วมันเป็นผู้บุกรุกมากกว่า มันโตเต็มวัยและยึดชั้นวางของเหนืออ่างล้างหน้าเป็นฐานที่มั่น มันกำลังเพลิดเพลินกับยาสีฟัน Close Up อย่างเอร็ดอร่อย หรือพูดแบบเห็นภาพได้เลยว่ากำลังแซ่บก็ว่าได้ มันทั้งพยายามกินและพยายามแทะยาสีฟันที่ติดอยู่บนฝาหลอด แทะจนตัวมันสะเทือน เหมือนๆ กับหมาป่าที่งัดชิ้นเนื้อจากกระดูกเหยื่อแรงๆ อย่างนั้นเลยครับ มันเป็นอะไรที่น่ากลัว แต่นับเป็นโชคดีของผมที่ยาสีฟันหลอดนั้นไม่ได้เปิดฝาและมันเป็นของประดับชั้นวางของเพราะว่าผมไม่ได้ใช้


ถึงกระนั้นก็เถอะครับ ขึ้นชื่อว่าแมลงสาบ ผมก็ไม่ให้อภัยแล้วล่ะครับ เพราะผมประกาศกร้าวตั้งตนเป็นศัตรูถาวรกับสิ่งมีชีวิตนี้และยึดมั่นกับคติที่กว่าวว่า "มีฉันต้องไม่มีเธอ" ว่าแต่ผมจะทำยังไงกับมันล่ะครับ ในเมื่อมันอยู่ที่ชั้นวางของเหนืออ่างล้างหน้า และไม่สามารถที่จะหาอะไรมาฟาดให้มันสิ้นใจ ณ ตรงนั้นได้ (ฟังดูโหด แต่ผมจำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นรุนแรง) เพราะถ้าฟาดไปแล้วชั้นวางของและของบนนั้นอาจจะเสียหายได้ และถ้ามันไม่ตายมันจะหนีอาจจะทางบก หรือทางอากาศ หรือทั้งสองอย่างรวมกัน และมันก็เป็นอะไรที่น่ากลัวอีกเช่นกัน

ผมเดินวนไปวนมาอยู่หลายรอบ พร้อมทั้งสภาวะจิตใจที่เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ เพราะไม่รู้ว่ามันจะอิ่มและพร้อมจะสร้างความปั่นป่วนเมื่อใด ผมโทรศัพท์หาเพื่อนเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้ตัวเองเป็นระยะๆ และในที่สุด เหมือนแสงสว่างที่ส่องมาในความมืด ผมเหลือบไปเห็นกาต้มน้ำครับ ผมเลยจัดแจงต้มน้ำ รออย่างใจจดใจจ่อจนมันเดือด และเมื่อทำใจพร้อมรบ ผมก็ถืออาวุธชิ้นนี้ และพลางก็คิดในใจว่า “ผมขอผิดศีลข้อ 1 สักวันก็แล้วกันนะ” แล้วเดินก้าวไปในห้องน้ำและเล็งไปยังเป้าหมายที่ยังคงแซ่บกับของกินเบื้องหน้า และผมสาดตูมมันเข้าไปยกกาครับ เสร็จแล้วผมรีบถอยหลังกลับเพื่อตั้งหลักทันทีเผื่อว่ามันไม่ตายจริงแล้วดิ้นทุรนทุรายพร้อมกับกางปีกบิน แต่เหมือนทุกอย่างเข้าข้างผม ผู้บุกรุกตัวนั้นหยุดแน่นิ่งอยู่กับที่ ผมทำใจกล้า เดินเข้าไปสำรวจระยะประชิด และทำการประกาศการเสียชีวิตของผู้บุกรุกทันที

ผมสำรวจความเสียหายของพื้นที่ จำใจเคลียร์ศพคู่กรณีอย่างทุลักทุเล และเคลียร์สมรภูมิ อะไรที่เป็นขวดและมีฝาปิดมิดชิดเช่นกระป๋องโฟมโกนหนวด และครีมของแม่ผม ผมก็ยังคงล้าง (หลายๆ รอบ) และเก็บไว้ครับ ส่วนอะไรที่ผู้บุกรุกสัมผัสโดยพละการ ผมก็จัดการทิ้งไม่ให้เห็นเป็นที่ช้ำใจ กระบวนการทั้งหมดนี้ให้ความรู้สึกเดียวกับหนังเรื่อง Starship Trooper เลยครับ


เจ้าแมลงดึกดำบรรพ์นี้ เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับโลกเรานับเป็นเวลาร่วมล้านปี และไม่มีทีท่าว่าจะสูญพันธุ์ครับ ทั้งๆ ที่ผมอยากให้มันหายไปจากโลกนี้เต็มแก่ มันแทรกซึมอยู่ทุกพื้นที่ในโลก เป็นพาหะที่พกเชื้อโรค พร้อมทั้งมีความไวและความอดทนเป็นอาวุธปนะจำกายสำคัญอันน่ากลัว แต่แทนที่จะมาจินตนาการให้มันหายไป เรามาช่วยกันรักษาความสะอาด เพื่อปิดโอกาสไม่ให้ผู้บุกรุกเหล่านี้มาเยือนบ้านคุณกันดีกว่าครับ

Monday, October 15, 2007

สวรรค์ไม่มีจริง

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมต้องเดินทางไปกลับกรุงเทพฯ-การาจี ประเทศปากีสถาน เป็นไฟลท์ข้ามคืน และขึ้นชื่อว่าย่ำแย่ เพราะว่าด้วยการทำงานข้ามคืนและธรรมชาติของผู้โดยสาร แต่เผอิญว่าช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลถือศีลอดของชาวอิสลาม พวกเขาเลยไม่เดินทางกัน ทำให้จำนวนผู้โดยสารของไฟลท์ที่ขึ้นชื่อว่ามหาโหดนี้มีน้อยมาก ขาไป 50 นิดๆ ขากลับอีก 80 หน่อยๆ เองครับ

เมื่อเป็นเช่นนี้ พี่ Purser ประจำเที่ยวบินเลยจัดเวรให้ไปพักผ่อนกัน โดยแบ่งเป็นครึ่งๆ ครึ่งแรกพักตั้งแต่เครื่องออกจนถึงครึ่งทาง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็พักตั้งแต่ครึ่งทางจนถึงที่หมายของทั้งขาไปและกลับ ฟังดูแล้วเหมือนเป็นสวรรค์ดีๆ นี่เอง ไฟลท์ข้ามคืนที่ปกติต้องอดหลับอดนอน แต่กลับได้นอนพักกัน

แต่ทว่าความสุขมันเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ครับ หลังจากที่พี่ Purser จัดเวรพักผ่อนเสร็จไปไม่ทันขาดคำ โทรศัพท์ในห้องก็ดังขึ้น และเมื่อพี่ Purser คุยเสร็จก็ได้ความว่า มีเครื่องบินเสียที่เมืองเจนไน (Chennai) ประเทศอินเดีย ซึ่งเครื่องของผมต้องแวะรับทั้งลูกเรือและผู้โดยสารที่ตกค้างอยู่ที่นั่นกลับกรุงเทพฯ ทำให้ผู้โดยสารขากลับเกือบเต็มลำ...โถ่ เพิ่งจะดีใจกันไปหยกๆ สุดท้ายความสุขมันก็หายไปกับสายลม และเมื่อทราบดังนี้ แผนการเดินทางก็ต้องเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย กลายเป็น กรุงเทพฯ – การาจี, การาจี – เจนไน, เจนไน – กรุงเทพฯ แทนที่จะเป็น กรุงเทพฯ – การาจี และ การาจี – กรุงเทพฯ ทำให้เวลาพักผ่อนน้อยลงไป แต่ก็ไม่ถึงกับไม่มีเสียทีเดียว


ฟังดูน่าเศร้าใจ แต่ถึงยังไงซะ มันก็คืองานครับ และไม่ว่างานไหนๆ มันก็มักจะมีอะไรให้ประหลาดใจ และมีปัญหาให้แก้เฉพาะหน้าอยู่เรื่อยๆ เสมอ ถ้าคิดในแง่ดี ปัญหาเหล่านี้มีไว้เพื่อเป็นการลับคมสมองของเราไงครับ


Tuesday, October 9, 2007

รางวัลแห่งความโดดเดี่ยว

ด้วยเวลาว่างที่ผมมีทำให้ผมนึงถึงบทความเรื่อง The Rewards of Solitary จากหนังสือเรียนสมัยผมเรียนตอนปี 1 ซึ่งเป็นบทเรียนวิชาภาษาอังกฤษบทแรกๆ ของชีวิตมหาวิทยาลัยของผม เป็นบทความอ่านง่ายๆ (แต่ตอนนั้นรู้สึกว่ายากมาก) และให้ข้อคิดดีๆ กับผู้อ่านครับ

ความโดดเดี่ยวหรือการที่อยู่ตัวคนเดียวนั้น ทำให้เรามีเวลาสงบเพื่อทบทวนอดีตทั้งที่ผิดและถูก เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับอนาคตที่กำลังก้าวเข้ามาในชีวิตของเรา และความโดดเดี่ยวนี้เอง เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีสติซึ่งเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญญา ผมเองมักจะได้ประโยชน์ของความโดดเดี่ยวนี้ โดยเฉพาะในเวลาอ่านหนังสือสอบหรือแม้กระทั่งการเขียน Blog ของผมเอง ซึ่งมันได้ผลมากครับ เพราะสำหรับผมแล้วผมเชื่อว่า ความสงบมาปัญญาก็เกิด สิ่งนี้แหละครับเป็นรางวัลที่ความโดดเดี่ยวมอบให้กับเรา
ถึงแม้ความความโดดเดี่ยวจะช่วยสร้างสติให้เรา แต่ยังไงซะมนุษย์เราก็เป็นสัตว์สังคมครับ เพราะฉะนั้น เมื่อคิดทบทวนอตีด และคิดล่วงหน้าถึงอนาคตแล้ว ก็อย่าลืมกลับไปใช้ชีวิตในสังคมร่วมกับผู้อื่นนะครับ

Bad (Luck) Eyes Day

เมื่อวานนี้เป็นอะไรก็ไม่ทราบครับ ตื่นมาก็รู้สึกปวดตาซ้าย คาดว่าคงโดนละอองยาฆ่าปลวกที่ฉีดไว้ในคืนก่อนหน้า ร่างกายเลยตอบสนองในวันรุ่งขึ้น แล้วช่วงแต่งตัวก็สังเกตเห็นตุ่มเล็กๆ ประมาณปลายเข็มหมุดที่เปลือกตา แต่โชคดีที่ช่วงเที่ยงๆ มันก็ยุบลงไปบ้างให้หายกังวล

แต่เรื่องมันยังไม่จบเท่านี้ครับ ช่วงบ่ายผมซักถุงเท้า และแผ่นยางรองในรองเท้า ระหว่างที่ผมบีบขยี้แผ่นยางด้วยความเมามัน ปรากฏว่าน้ำผงซักฟอกในกะละมังมันก็พุ่งตรงเข้าสู่หน้าและตาซ้ายที่มีตุ่มอยู่เต็มๆ เหมือนกับใครนำน้ำใส่ขันใบเล็กๆ มาสาดใส่ในช่วงสงกรานต์ไม่มีผิดเลยครับ ลำพังน้ำผงซักฟอกก็แย่พอแล้ว แต่ผมผสมเด็ทตอลลงไปด้วยน่ะสิ เพราะว่าแผ่นยางรองในรองเท้ามันเน่ามาก และเท่านั้นยังไม่พอครับ ผมนึกขึ้นได้อีกว่า ไอ้เจ้าแผ่นยางนี่ก็คงเป็นแหล่งชุมชนขนาดมหึมาของแบคทีเรียหลายล้านชีวิต ถ้าเปรียบเจ้าแผ่นยางนี้กับยาคูลท์ ก็คงเป็นยาคูลท์ชั้นเยี่ยมที่เปี่ยมไปด้วยจุลินทรีย์มีชีวิตนับล้านล้านตัว และด้วยสัญชาตญาณ ผมรีบล้างตาโดยทันที และหลายๆ รอบ แต่แปลกที่ไม่รู้สึกแสบอะไรนะครับ แค่รู้สึกบวมๆ น้ำนิดหน่อย บวกกับตาแดง

ผ่านไปสามในสี่ของวันจนถึงหั่วค่ำ ผมคิดว่าไม่น่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก...แต่ความคิดกับความเป็นจริงมันต่างกันครับ ผมไปซื้อไอศกรีม Ice Stone ที่สเวนเซนส์มาทาน (แนะนำให้ไปลองครับ อร่อยมาก) แล้วไม่ทราบว่าทานท่าไหน ช้อนไอศกรีมเจ้ากรรมดันทิ่มลูกกะตาอีก...เอาเข้าไป มันจะอะไรกันนักกันหนาครับเนี่ย โชคดีนะเนี่ย ที่มันทิ่มแค่เปลือกตา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นอุทาหรณ์สอนใจผมว่า อุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ในรูปแบบของ Package และทยอยมาเป็นระลอกๆ ดังนั้น เราจึงไม่ควรใช้ชีวิตอย่างประมาทครับ

Monday, October 8, 2007

พูดไม่ผิด แต่คิดเป็นอื่น (ตอนจบ)

ขอปิดท้ายซีรี่ส์ พูดไม่ผิด แต่คิดเป็นอื่น ด้วยเรื่องเล่าจากผู้โดยสารอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ผมว่าหลายๆ คนคงอาจจะเคยได้ยินมาแล้วเหมือนกัน แต่ผมรับประกันความขำเหมือนเดิมครับ และถ้อยคำอาจจะออกแนว Hardcore ไปนิดเลยขออภัยไว้ล่วงหน้าครับ

ลองรึยัง
ปกติแล้วคนบนเครื่องบินมักจะมีเครื่องดื่มทางเลือกให้เราเสมอ ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งหมด ก็จะมีอย่างอื่นมาทดแทนให้ (จำไว้นะครับ เผื่อว่าจะได้ใช้ในชีวิตจริง) และในทางกลับกัน ผู้โดยสารในแต่ละสัญชาติมักจะมีเครื่องดื่มประจำใจพวกเขาเหมือนกัน เช่นคนต่างชาติบางประเทศติดใจเบียร์สิงห์ของเรามาก ในขณะที่บางท่านก็ชอบดื่มไฮเนเกน แต่ถ้าเกิดเบียร์สองยี่ห้อนี้หมด เรามาดูกันครับว่าจะเกิดอะไรขึ้น

แอร์โฮสเตส : Would you care for something to drink, sir?
ผู้โดยสาร : Singha Beer, please.
แอร์โฮสเตส : Sorry, sir, we ran out of Singha Beer.
ทันใดนั้น แอร์โฮสเตสเลยยื่นข้อเสนอเบียร์ไทยอีกยี่ห้อหนึ่งให้ผู้โดยสารท่านนี้ พร้อมกับพูดว่า
แอร์โฮสเตส : May I offer you another Thai beer? Have you tried Chang (ช้าง) yet ?

ผู้โดยสารท่านนั้นก็ยินดีรับข้อเสนอ ในขณะที่ผู้โดยสารคนไทยโดยรอบต่างสะดุ้งกับข้อเสนออันน่าหวาดเสียวที่แอร์โฮสเตสมอบให้แก่ผู้โดยสาร
เห็นมั้ยครับว่าคำพูดง่ายๆ บางคำทำให้คนฟังเข้าใจคิดผิดไปไหนถึงไหน เราลองมองย้อนกลับมาดูตัวเราเองกันสิครับว่าวันนี้คุณทำให้คนอื่นเข้าใจคุณผิดรึเปล่า

Saturday, October 6, 2007

พูดไม่ผิด แต่คิดเป็นอื่น (ตอนที่ 3)

หลังจากขำขันกับเรื่องจากประสบการณ์ตรงของผมไปแล้วสองเรื่อง คราวนี้เป็นเรื่องที่คนเขาเล่าต่อๆ กันมาครับ คาดว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินมาแล้วบ้าง

จะรู้มั้ย?
ทุกครั้งที่เราเดินทางด้วยเครื่องบิน เรามักจะเห็นพนักงานต้อนรับนำอาหารและเครื่องดื่มมาบริการให้ผู้โดยสาร แล้วสังเกตมั้ยครับ ว่าพนักงานแต่ละคนจะมีวิธีการพูดที่ต่างๆ กัน บางคนพูดยาวเหยียด บอกสรรพคุณของสิ่งที่นำเสนอ แต่บางคนก็พูดสั้นๆ ง่ายๆ จนบางทีคนรับข้อเสนออาจ(แกล้ง)เข้าใจผิดได้ เหมือนกับ 2 เหตุการณ์ ข้างล่างนี้ครับ

สจ๊วต : กาแฟร้อนมั้ยครับ
ผู้โดยสาร : ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ฉันไม่ได้ถือด้วย
สจ๊วต : …

------------------------------

แอร์โฮสเตส : ชามั้ยคะ
ผู้โดยสาร : ยังรู้สึกครับ ผมขยับขาผมบ่อย
แอร์โฮสเตส : …


สรุปแล้วไม่ทราบว่าผู้โดยสารขี้เล่น หรือว่าพนักงานสื่อสารบกพร่องนะครับเนี่ย

พูดไม่ผิด แต่คิดเป็นอื่น (ตอนที่ 2)

เรื่องนี้ไม่เชิงว่าเป็นการตีความผิด แต่ผมว่ามันก็ใกล้เคียงแหละ ลองมาดูกันดีกว่าว่าใครคิดผิดใครคิดถูก


สะกูไร
งงล่ะสิครับ ว่ามันคืออะไร เรื่องนี้มันไม่เชิงว่า เป็นการตีความผิด แต่ว่าผมว่ามันก็ใกล้เคียงแหละ เรื่องมันมีอยู่ว่า มีอยู่วันหนึ่ง ผมให้ช่างมาซ่อมประตูบานเลื่อน เพราะว่ามันตกราง ช่างเขาก็มาก้มๆ ส่องๆ ดูใต้บานประตู กับรางเลื่อน แล้วหันมาหาผม พร้อมกับถามผมว่า “น้องมีสะกูไรมั้ย สะกูไร” เอาล่ะสิครับพี่น้อง มันคืออะไรของเขาเหรอ ไอ้เจ้าสะกูไร เนี่ย ผมก็เลยพยายามหาคำตอบให้กับตัวเอง ด้วยการถามเขากลับว่า “จะโทรศัพท์เหรอครับ” แทนที่จะได้คำตอบ เขากลับงงตามผม กลายเป็นว่าชวนกันงง เขาก็เลยถามผมใหม่ คำถามเดิมเลยครับ ว่า “มีสะกูไรมั้ย” แต่คราวนี้ เขาหมุนข้อมือไปด้วยเป็นภาพประกอบ ผมก็เลยทราบทันทีว่า สิ่งที่เขาต้องการคือ “ไขควง” ครับ
คือเขามาถามหาสิ่งของโดยใช้ศัพท์ฝรั่งกับผม แต่เผอิญเขาไม่แม่น Accent แทนที่ผมจะได้ยินคำว่า สกรูว์ไดรฟ์เวอร์ (Screwdriver) มันเลยกลายเป็น สะกูไร แทน

Friday, October 5, 2007

พูดไม่ผิด แต่คิดเป็นอื่น (ตอนที่ 1)

เชื่อมั้ยครับท่านผู้อ่าน ว่าคำพูดบางคำ สามารถตีความหมายได้หลายอย่าง ได้ทั้งดีและไม่ดีโดยทั้งๆ ที่เราไม่ได้เจตนาอย่างนั้น ผมมีเรื่องเล่าอยู่ 3-4 เรื่อง เกี่ยวกับปาก (คนพูด) ไม่ตรงกับใจ (คนฟัง) ให้อ่านกันเล่นๆ ครับ

เรื่องหอยๆ
ผมไปทานข้าวต้มกับเพื่อนๆ ร่วมห้องเรียนและคุณครูอีก 2 ท่าน และขณะนั้นทุกคนต่างคิดเมนูที่อยากทาน และทยอยสั่ง ในหัวของผมบอกกับตัวผมเองว่า “อยากกินหอยลายผัดพริกเผา” และสั่งการให้ปากผมสั่งอาหาร แต่ก่อนจะสั่ง ผมก็ขอยืนยันกับทางคนรับออเดอร์ก่อนว่า ทางร้านมีหอยลายสด ผมจึงถามพนักงานไปว่า “มีหอยลายมั้ยครับ” พอจบประโยคปุ๊บ คุณครูทั้ง 2 ท่านของผม หันขวับมาหาผมแล้วบอกว่า “ห้ามพูดว่า มี” ผมก็งงสิ ว่าทำไม คุณครูก็เลยบอกใบ้ให้ว่า คนรับออเดอร์เป็นผู้หญิง ไปถามเขาอย่างนั้นได้ไง.....เท่านั้นแหละ ผมก็ถึงบางอ้อ โธ่เอ๊ย ไอ้เราก็ถามอย่างซื่อๆ ไม่ได้ไปคิดอยากจะรู้เสียหน่อยว่าของเขาลายรึเปล่า พอทราบอย่างนี้ก็จะจำไว้เลยว่า เวลาจะสั่งเมนูหอยไม่ควรใช้คำถามที่ว่า “มีหอยมั้ยครับ”

Happy Meal ล้านนา

ถ้าพูดถึง Happy Meal สิ่งแรกที่ทุกๆ คนนึกถึงก็คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกเสียจากอาหารชุดคุณหนูที่ McDonald’s ใช่มั้ยครับ แต่ผมขอแนะนำ Happy Meal ชุดใหม่ ที่ไม่ใช่ Junk food และผมตั้งชื่อให้อาหารชุดนี้ว่า Happy Meal ล้านนา เพราะว่าเป็นอาหารชุดจากเชียงใหม่

ผู้ต้นคิดในการนำชื่อ Happy Meal มาเรียกอาหาชุดนี้ คือใครผมก็ไม่อาจทราบได้ เพราะว่ายังไม่เกิดในวงการเทวดา แต่เอาเป็นว่าทุกครั้งที่มีไฟลท์บินไปเชียงใหม่ แทบทุกคนจะต้องสั่งซื้อ Happy Meal นี้กันเสมอ เหมือนๆ กับไปอิตาลีแล้วต้องกินสปาเก็ตตีอะไรทำนองนั้นครับ ซึ่งในหนึ่งชุด (เล็ก) ประกอบไปด้วย
· หมูทอด
· แหนมทอด
· หมูยอทอด
· ไส้อั่ว
· น้ำพริกหนุ่ม
· ข้าวเหนียว

หน้าตาของมันก็จะเป็นอย่างที่เห็นในภาพครับ



ทั้งหมดนี้คุณคิดว่าราคาเท่าไหร่ครับ ผมให้ทาย....100 บาท? ผิดครับ อาหารชุดนี้ราคาแค่ 60 บาทเท่านั้น อิ่ม อร่อย ได้ประโยชน์กว่าอาหารขยะเป็นไหนๆ เห็นมั้ยครับ ว่าอาหารไทย ไม่ว่าจะจากภาคไหนก็อร่อยและราคาถูก เราลองหันมาบริโภคอาหารชุดไทยๆ แทนที่จะไปเลือกรับประทานอาหารขยะที่มีแต่แป้ง ไขมัน และ แคลอรี แล้วคุณจะรู้ว่า ของไทยเราดีจริงๆ

Thursday, October 4, 2007

ถุงไม่ต้องครับ ถุงไม่ต้อง


“ไม่ต้องใส่ถุงครับ” คำพูดนี้เป็นคำพูดที่ผมใช้ประจำ และอย่างเพิ่งคิดไปไหนไกลครับ ถุงที่ผมว่านี้หมายถึงถุงพลาสติกเวลาที่ไปซื้อของครับ และความคิดที่จะลดขยะของผมนี้ไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นเพราะกระแสโลกร้อนนะครับ ผมพยายามจะช่วยลดปริมาณขยะมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว เพราะว่าผมสังเกตมาเป็นเวลานานแล้วว่าทั่วทั้งเมืองมันมีแต่ขยะ แล้วมีวันนึงผมดูรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับขยะพลาสติก เขาบอกว่า ถ้านำจำนวนขยะถุงพลาสติกของคนไทยเนี่ย มาผูกต่อๆ กัน สามารถพันรอบโลกได้หลายรอบเลยทีเดียว ผมก็เลยคิดว่า เอาน่า เราไม่ทำให้มันสกปรกแค่คนเดียว ก็ยังดีกว่าไม่ช่วยอะไรเลย ดังนั้น เวลาผมไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อ ถ้าหากว่าซื้อไม่เยอะ ไม่เกินกำลังมือที่จะถือ ผมก็จะบอกพนักงานว่าไม่ต้องใส่ถุง หรือเวลาไปซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วต้องซื้อของปริมาณเยอะหน่อย ผมก็พยายามใส่รวมๆ กันในถุงเดียว แล้วมาลุ้นว่ามันจะขาดมั้ย (ชอบความตื่นเต้นครับ) แต่พักหลังมานี้ด้วยกระแสภาวะโลกร้อนกำลังเป็นประเด็น พ่อค้าแม่ค้าหัวใส และองค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็ได้จัดทำกระเป๋าผ้า ถุงผ้าออกมาจำหน่ายให้ได้ใช้กัน ตอนแรกๆ ผมตัดใจซื้อไม่ค่อยลง เพราะว่าราคามันสูงครับ แล้วอันที่ไม่แพงก็ดูไม่ทนอีก แต่ท้ายที่สุดก็ยอมแพ้จิตสำนึกที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและเพื่อโลกที่สดใส ผมก็ยอมซื้อมาหนึ่งใบ

นอกจากถุงผ้าแล้ว มีบางคนเช่นนักร้องวงทีโบน (ขอโทษทีครับ ผมจำชื่อพี่เขาไม่ได้) ใช้ปิ่นโตในการซื้ออาหาร เพื่อเป็นการลดปริมาณถุงพลาสติก เขาทำอย่างนี้มาเป็นเวลา 10 ปีแล้วล่ะครับ คิดดูสิครับ ว่าหนึ่งมื้อง่ายๆ ที่มีข้าวสวย แกงหนึ่งอย่าง กับอีกหนึ่งอย่าง แค่นี้ก็ใช้ถุงพลาสติกไปตั้ง 3 ใบแล้ว จะมาใส่รวมในถุงเดียวกันก็ไม่ได้

ถุงผ้า และ ปิ่นโต เป็นแค่สองวิธีง่ายๆ จากหลายร้อยหลายพันวิธีที่จะช่วยลดปริมาณขยะและรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับโลกของเรา เรามาช่วยกันคนละไม้คนละมือ ก่อนที่เราจะไม่มีโลกให้อยู่กันเถอะครับ